ไมโครซอฟต์ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ตนหนึ่งของวงการไอที กำลังเผชิญความท้าทายอย่างที่สุด หลายเดือนก่อน โดน Eric Schmidt แห่ง Google ตอกหน้าว่า ในวงการไอทีตอนนี้ มีแค่ Apple, Google, Facebook และ Amazon เท่านั้นที่เป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกัน พอถามถึงว่าทำไมไม่มี Microsoft อีตา Eric ก็ตอบมาอย่างเจ็บแสบว่า "ไมโครซอฟต์ไม่มีนวัตกรรมอีกต่อไปแล้ว..."
เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค "หลังพีซี" หรือที่ศาสดาจ๊อบส์ เรียกว่า "The Post-PC Era" ซึ่งคำนี้มีนัยยะที่แตกต่างกันของบรรดายักษ์ใหญ๋ไอทีทั้งหลาย จ๊อบส์มองว่า พีซีกำลังจะตาย กำลังถูกแทนที่ด้วย smart device ทั้งหลาย ไอโฟน ไอแพด ไอพอด กำลังเข้ามาแทนที่พีซี ซึ่งก็เห็นได้ชัดจากยอดขายที่ดิ่งเหวของบรรดาเครื่องพีซีในปีที่ผ่านมา
ส่วน ไมโครซอฟต์ เรียกยุคนี้แบบปลอบใจตัวเองว่า "PC Plus Era" คือมองว่า พีซียังไม่ตายเฟ้ย แต่มีอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มเข้ามาเท่านั้นเอง ปรัชญาการออกแบบของ Apple กับ Microsoft ถึงได้แตกต่างกันแบบฟ้ากับเหว Windows 8 ที่ออกมาเลยเป็นลูกผสมครึ่งหมูครึ่งแมว พีซีก็ไม่ใช่ แท็บเล็ตก็ไม่เชิง มีหลายโหมด หลายรุ่น วุ่นวายไปหมด เพราะออกแบบมาแบบรักพี่เสียดายน้อง
ทางด้าน Google ก็มองไปอีกแบบ บอกว่า พีซีไม่พีซี ไม่สำคัญ จุดสำคัญคือเรากำลังเข้าสู่ยุคของ Cloud ต่างหาก "It's all about the cloud" นั่นคือ เอ็งจะใช้เครื่องอะไรไม่สำคัญ สำคัญคือ content ทั้งหลายที่เอ็งเสพย์น่ะต่้องโหลดมาจาก cloud ดังนั้น Google ก็เลยมีปรัชญาการออกแบบผลิตภัณฑ์ มุ่งเน้นไปสู่การใช้ข้อมูลจาก cloud ไม่ว่าจะเป็น search engine, maps, docs, drive, YouTube, และสารพัดบริการที่สร้างขึ้น
เจ้าที่ตกที่นั่งลำบากตอนนี้คือไมโครซอฟต์ มาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ไมโครซอฟต์นั้นในปี 2011 (สองปีที่แล้ว) มีรายได้จาก Windows สูงถึง 19,000 ล้านเหรียญ ที่สำคัญคือ ทำกำไรได้ถึง 12,000 ล้านเหรียญ (กำไรโคดเยอะ...) รายได้นี้มาจากการขายไลเซนส์ของ Windows 7 ออกไปได้มากถึง 400 ล้านตัว (ต่อปีนะครับ)
รายได้ดังกล่าวมาจาก พีซีแต่ละตัวที่ขายออกไป ผู้ผลิตพีซีต้องจ่ายเงินในไมโครซอฟต์ถึง 50-100 เหรียญต่อเครื่องพีซีหนึ่งตัวที่ขายออกไป เห็นมั้ยครับว่าในสองปีที่แล้ว (และในอดีตอีก 20 กว่าปี) ไมโครซอฟต์นั้นอิ่มหมีพลีมันขนาดไหน
พอมาปีที่แล้ว ไมโครซอฟต์ก็ออก Windows 8 ไอ้ตัว OS เจ้าปัญหานี่แหละ... ด้วยความหวังว่า Windows 8 จะช่วยทำรายได้ให้มากขึ้นไปอีก ปรากฎว่าแป๊ก ครับ รายได้ส่วน OS นี่กลับร่วงไปถึง 13% เพราะผู้ใช้ พีซีต่างก็ไม่ยอม upgrade กันมากอย่างที่ไมโครซอฟต์คาดหวัง
แถม Windows 8 ส่วนหนึ่งก็ออกมาเป็น Windows RT ซึ่งวิ่งในเครื่องครึ่งหมูครึ่งแมว ที่เป็นทั้ง laptop และ tablet ที่เห็นๆกันอยู่ การสู้ในตลาด Table ที่ราคา อยู่ที่ไม่เกิน 500 เหรียญ แน่นอนว่าผู้ผลิตไม่สามารถจ่ายเงินค่าไลเซนส์ให้ Microsoft ได้เท่ากับพีซีแน่ (ราคาไม่เป็นที่เปิดเผย) แถมยอดขายก็ไม่ได้สูงโด่งอะไร อีตา Balmer ออกมาแถลงผลประกอบการก็พูดอ้อมแอ้มว่า "ยอดขายดี" แต่ไม่บอกว่าเท่าไร
แถมยังไปหาเรื่องทะเลาะกับบรรดาผู้ผลิต PC อีกด้วยการออกเครื่อง "Surface" ออกมาแข่งกับผู้ผลิตอื่น จน Acer ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ออกมาโวย
กลับมาดูว่าปรัชญาการออกแบบนั้นมีผลมากในการแย่งตลาด "Post-PC Era" นี้จาก Apple และ Android
ในปี 2009 ไมโครซอฟต์มีโครงการทำ Table ที่ทำให้ทั้งโลกหันมามองมาก่อนที่จะมี iPad เกิดขึ้นด้วยซ้ำ โครงการนั้นคือ Tablet 2 จอที่ชื่อว่า "Courier" เป็น Tablet ระดับเลิศหรูอลังการ ใครที่ยังไม่เคยเห็นลองดูที่นี่ครับ http://www.youtube.com/watch?v=sM6N_V43tXQ
นั่นเป็นผลงานออกแบบเมื่อปี 2009 นะครับ น่าทึ่งมากในตอนนั้น โครงการนี้เสนอโดย J Allard ซึ่งเป็นเจ้าพ่อผู้สร้าง Xbox ให้ไมโครซอฟต์นั่นเอง...
ว่าไปแล้ว Xbox เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งในไม่กีตัวที่ไมโครซอฟต์รบชนะชาวบ้าน ศักดิ์ศรีนั้นพอๆกับ Windows และ Office
ด้วยเครดิตความสำเร็จของ Xbox การที่ J Allard จะผลักดัน Courier ก็น่าจะไม่ยาก อีกทั้งโครงการก็ดูดีไม่น้อย แต่ปัญหาคือ อีตา Ballmer ซีอีโอของไมโครซอฟต์นั้นกลับลังเล ไม่แน่ใจว่า Courier จะเป็นอนาคตที่ดีของไมโครซอฟต์
Ballmer กลับไปปรึกษาเจ้าพ่อวินโดว์ส Steven Sinofsky แล้วก็เห็นดีเห็นงามกันว่า อนาคตของ Tablet ต้องเป็น Desktop Windows เท่านั้น ไม่ใช่ Courier ซึ่งก็เป็นที่รู้กันดีว่า Sinofski นั้น มองผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ วินโดว์สว่า "ห่วย" หมดอยู่แล้ว (อีตานี่หลังจากที่ไมโครซอฟต์ออก Windows 8 แล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ก็ถูกเฉดหัวออกไป วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง)
ในตอนนั้น Sinofski ให้ความเห็นว่า Tablet ต้องทำจาก Windows เท่านั้น ทำไหม่ไม่ได้เรื่อง ผลที่ได้ออกมาก็คือ Windows 8 ที่มี UI "Metro" ที่ไมโครซอฟต์แสนภูมิใจ (ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น "Modern")
Ballmer พอฟังความเห็นของ Sinofski ก็ลังเลใจ แต่ยังไม่แน่ใจนัก เลยวิ่งโร่ไปฟ้องพ่อใหญ่ แห่งไมโครซอฟต์ Bill Gates ให้ช่วยตัดสิน
นายห้าง Bill Gates ไม่ได้ทำงานที่ไมโครซอฟต์มานานหลายปีดีดัก เพราะกำลังทำการกุศลอย่างมากมาย เผื่อจะล้างบาปได้บ้าง ต้องกลับมาตัดสิน...
ในที่ประชุมตัดสิน มีคนเข้าร่วมหลายคน คือ Ballmer ซึ่งตัดสินใจอะไรไม่ได้ แต่มีท่าทางเห็นดีเห็นงามกับ Sinofski รวมกันมาเถึยงกับ Allard ซึ่งลากเอา Bach ผจก. Entertainment & Device เข้ามาช่วยเถียง
ผลการถกเถียงสรุปว่า ไมโครซอฟต์ต้องยืนหยัดกับ Windows, Office, และ Exchange ไว้ให้มั่น ไม่อาจแกว่งเท้าไปทำอย่างอื่นได้ โครงการ Courier เป็นอันต้องล่มไปตามระเบียบ
ผลที่ตามมาคือ Allard กับ Bach ตบเท้าลาออกจากไมโครซอฟต์ในเดือนถัดมา
ตอนที่ Allard ลาออก บรรยากาศไม่ดีนัก Ballmer โมโหมาก บอกว่า "แม่ม..มึงเถียงแพ้แล้วล้มโต๊ะนี่หว่า..." (ฝรั่งใช้คำว่า โยนเก้าอี้ - Throw the chair)
อีตา Allard ก็่สวนว่า "ไม่มีโต๊ะให้ล้มเว้ย..." (No chairs were thrown) แปลว่า "ที่นี่ไม่มีค่าอะไรให้กรูล้มเว้ย..."
และอีกสองปีต่อมา ไมโครซอฟต์ก็ได้ผลิตภัณฑ์ครึ่งๆกลางๆที่ชื่อว่า Windows 8 ออกมาสู้กับคู่แข่งอื่นๆ ในยุค "Post-PC Era"
ดูจากความเป็นมาและปรัชญาการออกแบบแล้ว คงเห็นได้ว่า หนทางใน Post-PC era ของไมโครซอฟต์นั้น ยากลำบากทีเดียว....
วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ยุทธการ "ฆ่า iPhone" ของซัมซุง
ยุทธการ "ฆ่า iPhone" ของซัมซุง
ตอนนี้ Apple กำลังเข้าสู่ยุค "ขาลง" ครับ หลายคนบอกว่า เพราะศาสดาได้ด่วนตายจากไป แต่จริงๆแล้วจะบอกว่า ต่อให้ศาสดาอยู่ ก็อาจจะผ่านขาลงนี้ไม่ได้ง่ายๆค
แน่นอนว่าศาสดาจ๊อบส์นั้นมีวิสั
จ๊อบส์ไม่กลัวผู้เล่นเดิมในตลาด
แต่จ๊อบส์กลับโมโหโกรธา ทันทีที่รู้ว่า Google ก็ทำ smartphone และยังทำใน รูปแบบที่ใกล้เคียงกับ iPhone จนถึงกับไล่ Eric Schmidt ซึ่งนั่งเป็นบอร์ดแอ็บเปิ้ลอยู่
ก่อนหน้านั้น Eric เคย โชว์ โทรศัพท์ Android รุ่นต้นแบบให้ดูมาก่อน แต่มันหน้าตาเหมือน BlackBerry จ๊อบส์ก็คงหัวเราะในใจ แต่พอ iPhone ออกมา เจ้าโทรศัพท์ Android รุ่นแรกที่ส่งให้นักพัฒนาหลังจา
ในตอนนั้นเอง จ๊อบส์ ก็รู้ดีว่า คู่แข่งตัวจริงของ iPhone เกิดขึ้นแล้ว และ ก็เป็นจริง Google ทำสำเร็จ จนยอดขายของ Android ใหญ่กว่า Apple เกือบ 6 เท่าในปัจจุบัน
แต่แม้ว่า Android จะโต ก็ไม่ได้หมายความว่าจะโค่น iPhone ได้ เพราะกำไรของอุตสาหกรรมนี้ยังคง
เริ่มจาก ก็อป ให้มันเหมือนเป๊ะ เลย ... ดูหลักฐานในศาลที่ฟ้องกันแล้ว ซัมซุงทำถึงขนาด เอาเครื่องมาแกะ ลอก กันเลย... รู้ทั้งรู้ว่าจะถูกฟ้อง เพราะแม้ว่าถูกฟ้องแพ้ ถูกปรับไป 1 พันล้านเหรียญ น่ะมันเรื่องเล็กมาก และไอ้ที่ ITC จะห้ามนำเข้า ก็เรื่องเล็กอีก เพราะกรูออกโฟนใหม่ได้ทุกเดือน.
มาปีนี้ เทคโนโลยีหน้าจอเริ่มเข้าสู่จอใ
ซัมซุง เล่นง่ายๆ มีนาคมนี้ออก Galaxy S4 โดยจะผลิตในไตรมาสแรก 100 ล้านเครื่อง แน่นอนครับ จอและอุปกรณ์ต่างๆ ขาดตลาดหมด และไม่มีกำลังผลิตจอให้ Apple แน่นอน ผลก็คือ iPhone รุ่น จอ 4.8 นิ้ว ต้องเลื่อนไปออกถึงปีหน้า 2014 นู่นเลย
แถมการผลิต CPU ใหม่ที่ 20 นาโน TSMC ก็ทำให้ไม่ได้อีก Apple ก็จืดเลยครับ ปีนี้น่าจะออกได้แค่ iPhone 5s เพราะขยับลำบากมาก supply chain อยู่ในมือซัมซุงหมด...
ถึงบอกไงว่า ต่อให้ศาสดาอยู่ ก็คงทำอะไรได้ยากมาก...
ทิม คุ๊ก นั้นเหมาะที่สุดแล้วในตอนนี้ เพราะตลอดมา คนนี้แหละที่ดูเรื่อง Supply chain ด้านการผลิตให้ศาสดามาตลอด รู้จักอุตสาหกรรมการผลิต smartphone ดีกว่าใครๆ
งานนี้ยากมากครับ Hardware สู้ยากมาก ส่วน Software ก็ต้องปรับ iOS ให้สามารถดึงศักยภาพของ multicore CPU ให้ได้ดีกว่านี้ถึงจะสู้ได้
เหลือหมากสุดท้ายครับ คือ "ดีไซน์" ต้องรอดูว่า ท่านเซอร์ โจน อีฟ จะสร้างปาฎิหาริย์ ได้หรือไม่...
สนทนากับ Stephen Elop, CEO Nokia
เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โนเกียเชิญไปนั่งสนทนากับอีตา สตีเฟ่น อีลอป ซีอีโอคนดังของโนเกีย เลยไม่ค่อยกล้าโพสอะไรมากเกี่ยวกับโนเกีย รอให้แน่ใจก่อนว่าอีกลับบ้านไปแล้ว...
มีคำถามหนึ่งที่ผมโยนให้อีตาอีลอปตอบ คือ เห็นว่าโนเกียกำลังเปิดให้ OS อื่นๆ สามารถใช้ API maps ของโนเกียได้...ซึ่ง maps นี้เป็นสมบัติที่โนเกียหวงนักหวงหนา ขนาดตอนที่หอบผ้าหนีตามไมโครซอฟต์ไปทิ้งคู่ทุกข์คู่ยากที่ชื่อซิมเบี้ยนไปอย่างไม่ใยดี (แถมตอนหลังกลับมาฆ่าด้วย - เรื่องมันเศร้าจริง...) โนเกียถึงกับยื่นข้อต่อรองว่าใน Windows Phone ของโนเกียจะไม่ใช้ แม็พ กระจอกของไมโครซอฟต์ แต่จะใช้ของตัวเอง
แผนที่เป็นสิ่งที่โนเกียภูมิใจนักหนา เพราะกว่าจะได้มา ต้องเสียตังค์ซื้อบริษัท NAVTEQ มาด้วยราคาสูงลิ่วถึง 8.1 พันล้านเหรียญ ก็ต้องภูมใจเป็นธรรมดา
จู่ๆ โนเกียก็เปิด API ของแผนที่ให้บรรดานักพัฒนาใน OS อื่นๆ ใช้ ก็เป็นธรรมดาที่ผมอดแปลกใจไม่ได้ ก็เลยโยนคำถามนี้ไปว่า "ทำไมหรือ? โนเกียเสียสติหรือเปล่า..."
อีตาสตีเฟ่น อีลอปตอบกลับมาได้น่าสนใจยิ่งครับ แกบอกว่า ถ้าคนจะ search ว่า "What?" ก็จะค้นหาใน Google เช่น "นี่คืออะไร นั่นคืออะไร..." ถ้าใครอยากรู้ว่า "Who?" เช่น "ใครเป็นเพื่อนใคร? ทำงานกับใคร? เป็นแฟนใคร? แต่งงานยัง?" ก็ต้องถาม Facebook...
เหลือคำถามเดียวว่า "Where?" คือ "ร้านนี้อยู่ไหน? ตรงนี้ถนนอะไร?" จะถามใคร...ในเมื่อโนเกียมีแผนที่ที่ดีที่สุด ก็น่าจะต้องถามโนเกีย... ก็เลยเปิด API ให้ใช้...
เป็นคำตอบที่ไม่เลวครับ น่าประทับใจทีเดียว แต่ก็คันปากยิบๆ อยากจะโต้ไปอีกซักพัก แต่ก็เกรงใจโนเกีย กลัวเค้าจะถีบออกจากห้อง เพราะเค้าเลี้ยงของว่างด้วย และยังไม่ได้กิน...
แม้ไม่ได้ปะทะคารมมากมาย แต่ก็ประทับใจครับ อีตานี่น่ารักกว่าที่คิดไว้...
(รูปที่แปะนี่จริงๆ ถ่ายกันหลายคนนะครับ ผมตัดมาเพราะแกยืนน่ารักมาก)
มีคำถามหนึ่งที่ผมโยนให้อีตาอีลอปตอบ คือ เห็นว่าโนเกียกำลังเปิดให้ OS อื่นๆ สามารถใช้ API maps ของโนเกียได้...ซึ่ง maps นี้เป็นสมบัติที่โนเกียหวงนักหวงหนา ขนาดตอนที่หอบผ้าหนีตามไมโครซอฟต์ไปทิ้งคู่ทุกข์คู่ยากที่ชื่อซิมเบี้ยนไปอย่างไม่ใยดี (แถมตอนหลังกลับมาฆ่าด้วย - เรื่องมันเศร้าจริง...) โนเกียถึงกับยื่นข้อต่อรองว่าใน Windows Phone ของโนเกียจะไม่ใช้ แม็พ กระจอกของไมโครซอฟต์ แต่จะใช้ของตัวเอง
แผนที่เป็นสิ่งที่โนเกียภูมิใจนักหนา เพราะกว่าจะได้มา ต้องเสียตังค์ซื้อบริษัท NAVTEQ มาด้วยราคาสูงลิ่วถึง 8.1 พันล้านเหรียญ ก็ต้องภูมใจเป็นธรรมดา
จู่ๆ โนเกียก็เปิด API ของแผนที่ให้บรรดานักพัฒนาใน OS อื่นๆ ใช้ ก็เป็นธรรมดาที่ผมอดแปลกใจไม่ได้ ก็เลยโยนคำถามนี้ไปว่า "ทำไมหรือ? โนเกียเสียสติหรือเปล่า..."
อีตาสตีเฟ่น อีลอปตอบกลับมาได้น่าสนใจยิ่งครับ แกบอกว่า ถ้าคนจะ search ว่า "What?" ก็จะค้นหาใน Google เช่น "นี่คืออะไร นั่นคืออะไร..." ถ้าใครอยากรู้ว่า "Who?" เช่น "ใครเป็นเพื่อนใคร? ทำงานกับใคร? เป็นแฟนใคร? แต่งงานยัง?" ก็ต้องถาม Facebook...
เหลือคำถามเดียวว่า "Where?" คือ "ร้านนี้อยู่ไหน? ตรงนี้ถนนอะไร?" จะถามใคร...ในเมื่อโนเกียมีแผนที่ที่ดีที่สุด ก็น่าจะต้องถามโนเกีย... ก็เลยเปิด API ให้ใช้...
เป็นคำตอบที่ไม่เลวครับ น่าประทับใจทีเดียว แต่ก็คันปากยิบๆ อยากจะโต้ไปอีกซักพัก แต่ก็เกรงใจโนเกีย กลัวเค้าจะถีบออกจากห้อง เพราะเค้าเลี้ยงของว่างด้วย และยังไม่ได้กิน...
แม้ไม่ได้ปะทะคารมมากมาย แต่ก็ประทับใจครับ อีตานี่น่ารักกว่าที่คิดไว้...
(รูปที่แปะนี่จริงๆ ถ่ายกันหลายคนนะครับ ผมตัดมาเพราะแกยืนน่ารักมาก)
วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
สุขสันต์วันวาเลนไทน์ ด้วยเรื่องราวของ "ลุงต๋าคำ"
เนื่องในวันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก เลยเอาเรื่องราวความรักของลุงต๋าคำมาฝาก...
หลายคนคงเคยได้ฟังเพลง "ลุงต๋าคำ" ของคุณจรัล มโนเพชร มาแล้ว... ลุงต๋าคำมีตัวตนจริงๆครับ แกเป็นวนิพกตาบอด ที่เล่นซึงแลกเงิน คนเชียงใหม่ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมคงจะเคยเห็นลุงกันมาบ้าง ภรรยาของลุงที่เป็นคนตาดีจะจูงลุงแกไปไหนๆ เพื่อเล่นซึงแลกเงิน บางครั้งลุงแกก็ร้องเพลงซอไปด้วย
ผมไม่เรียกลุงแกว่าขอทาน แต่ใช้คำว่าวนิพก เพราะลุงแกเป็นคนหยิ่ง ไม่เคยก้มหัวให้ใคร ใจแกสู้ตลอดเวลา วันไหนหาเงินไม่ได้จากการเป็นวนิพกแกก็พร้อมจะอด
คุณจรัล มโนเพชร ถ่ายทอดเรื่องราวของลุงไว้ได้อย่างดีในเพลง "ลุงต๋าคำ"
".....นั่นคือ เสียงซึง จากลุง ต๋าคำ จากโลก อันมืดดำ แต่มี พลัง
หวาน..เศร้า บอกเรื่อง ราวปางหลัง ที่ ถูกฝัง ด้วยกาล เวลา..
..ไม่ อาจ มองเห็น ผู้คน ด้วย อับจน พิการ สองตา ก็ อยู่ อย่างคน แสวงหา
ด้วย ศรัทธา ในคีต-กาล..
..แข็ง กร้าว ไม่งอน ง้อใคร แต่ แจ่มใส เหมือนดอก ไม้บาน
แม้น ให้ ด้วยใจ สงสาร ก็ ขับขาน เสียงเพลง ตอบแทน..."
เรื่องราวของลุงต๋าคำ นอกจากเรื่องการเป็นวนิพกที่ใช้เสียงดนตรีเลี้ยงชีพอย่างทรนงแล้ว แกยังมีเรื่องราวความรักที่น่าประทับใจ ...
".....สอง ข้าง ทางอัน แสนไกล ที่ เดินไป ด้วยความ ขัดสน
ไม่ ขาด คนเคียง ข้างตน คู่ กุศล คู่กรรม คู่ครอง..
..ถึง..ตราบ จนวัน สุดท้าย ชีพ วางวาย ผู้คน หม่นหมอง
สอง แก้ม อาบน้ำ ตานอง สิ้น ทำนอง สิ้นเสียง ซึงดัง
..ไม่มี เสียงซึง จากลุง ต๋าคำ จากโลก อันมืดดำ แต่มี พลัง"
ลองไปหาเพลงมาฟังกันครับ จะได้ภาพที่ชัดเจนผ่านเสียงเพลง ของชายชราตาบอดผู้เป็นวนิพกผู้รุ่มรวยความสุนทรีย์แห่งดนตรี และมีคนรักที่เคียงข้างตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต...
สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ...
http://www.youtube.com/watch?v=UXkwvSIroUM
(ภาพที่ลงไว้เป็นภาพของลุงต๋าคำตัวจริงครับ คุณมานิต นำลงไว้ในหนังสือ "ซึงสุดท้าย" ซึ่งเป็นหนังสือรำลึกถึงการจากไปของคุณ จรัล มโนเพชร)
วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
สนทนากับ Stephen Elop (CEO Nokia)
วันนี้โนเกีย เชิญไปนั่งสนทนากับ Stephen Elop (CEO Nokia) ผมว่าตาคนนี้เป็น ซีอีโอ ที่น่ารักดี ง่ายๆ พูดจาชัดเจนไม่วกวน ตอบคำถามและรับฟังผู้ร่วมสนทนาเป็นอย่างดี วันหลังจะมาเล่ารายละเอียดให้ฟังครับ...
หลังจากคุยแล้วก็รู้สึกรักโนเกียขึ้นมาอีกนิดนึง...
วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ไมโครซอฟต์ เลิกพัฒนา XNA
โชคดีที่เลิกใช้ XNA มาหลายปี เคยเอาไปสอนใน มหาวิทยาลัย เมื่อหลายปีก่อน แล้วเลิกไป เคยเตือนทาง มหาวิทยาลัยแล้วว่ามันไม่มีอนาค
มาถึงตอนนี้ ไมโครซอฟต์ ก็ทิ้งมันแบบไม่เหลือเยื่อใย ... เลิกพัฒนาและสนับสนุน XNA อีกต่อไป น่าเห็นใจนักพัฒนาหลายค่ายที่ทุ
OpenGL now and OpenGL for ever ครับ....
เรื่องนี้ David Helgason เล่าผ่าน Twitter ไว้อย่างน่าสนใจครับ
ไมโครซฟอต์เปิดตัว XNA ครั้งแรกในงาน GDC 2005 และหลังจากนั้น 3 เดือน David ก็ออก Unity 1.0 เรียกว่าเทียบกันตอนนั้น Unity ไม่มีราคาเลย แม้ว่าเทคโนโลยีจะคล้ายคลึงกัน
เทียบขนาดบริษัทกันแล้ว Unity ไม่มีทางสู้เลย แต่ David ให้ความเห็นว่าทำไม Microsoft ถึงแพ้การแข่งชันนี้ว่า "ไม่โครซอฟต์ไม่เคยรักในผลิตภัณ
ซึ่งฟังแล้วก็ไม่น่าแปลกใจที่อย
ดังนั้น ถ้าจะทำอะไรให้สำเร็จ เราต้อง "รัก" ในงานของเราก่อนครับ....
วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556
รำลึกถึง "อังคาร กัลยาณพงศ์"
ขอแสดงความอาลัย แก่การจากไปของจิตรกรกวี "อังคาร กัลยาณพงศ์"
โอกาสนี้ขอยกบทกวี "เสียเจ้า" ที่นับเป็นสุดยอดบทกวีบทหนึ่งที
เสียเจ้า
๏ เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง
มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า
มิหวังกระทั่งฟากฟ้า
ซบหน้าติดดินกินทราย
๏ จะเจ็บจำไปถึงปรโลก
ฤๅรอยโศกรู้ร้างจางหาย
จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย
อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ
๏ หากเจ้าอุบัติบนสรวงสวรรค์
ข้าขอลงโลกันตร์หม่นไหม้
สูเป็นไฟ เราเป็นไม้
ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณ
๏ แม้แต่ธุลีมิอาลัย
ลืมเจ้าไซร้ชั่วกาลปาวสาน
แม้นชาติไหนเกิดไปพบพาน
จะทรมานควักทิ้งทั้งแก้วตา
๏ ตายไปอยู่ใต้รอยเท้า
ให้เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้
เพื่อจดจำพิษช้ำนานา
ไปชั่วฟ้าชั่วดินสิ้นเอย
(กวีนิพนธ์ - อังคาร กัลยาณพงศ์)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





